1. This site uses cookies. By continuing to use this site, you are agreeing to our use of cookies. Learn More.
  2. The Vainglory Forums are Closing READ MORE 

Idris Lore: "Advice not given" คำแนะนำที่ไม่ได้ให้

Discussion in 'เนื้อเรื่องตัวละคร' started by CrazyC, Dec 15, 2016.

  1. CrazyC
    Offline

    CrazyC Vainglory Developer Super Evil Megacorp

    [​IMG]
    คำแนะนำที่ไม่ได้ให้
    ณ อีกฟากฝั่งของโลก เชิร์นพัดโถมถล่มเมือง ส่งผลให้ผู้คนต้องหลบลี้หนีออกมายังทะเลทรายรอบนอก

    ตั้งแต่ครั้งกาลก่อน ฝูงชนแห่งทะเลทรายได้เรียนรู้การหลอมแก้วจากทรายทะเลทราย สีชมพู น้ำเงิน และขาว พวกเขาได้สร้างเมืองจากแก้วที่หลอมนั้นเอง เมืองที่แข็งแกร่ง ส่องประกาย และงดงามอย่างมาก มากเสียจนสะดุดตาถึงชั้นฟ้าของทูตสวรรค์เซราฟิม

    อดาจิโอไม่เหมือนกันพี่น้องคนอื่น ๆ ที่ชอบเล่นตลกกับพวกมนุษย์ - ทำไมต้องทำเช่นนั้น ในเมื่อสิ่งมีชีวิตโง่เง่าเหล่านี้ตายได้เพียงในพริบตา – แต่เขาชอบกลาสซิตี้ และไม่พึงพอใจที่เห็นมันถูกทำลาย

    ในขณะที่บินผ่านเศษซากแก้ว เขามองดูสายฟ้าที่ฟาดแปลบปลาบในความมืดมิด ควันน้ำมันพวงพุ่งจากลมหายใจเพลิงของเหล่าสัตว์ร้าย – พวกมนุษย์เรียกกันว่าอย่างนั้น ถึงแม้อดาจิโอ้จะรู้อยู่แล้วว่า อสูรร้ายของเชิร์นเป็นเพียงส่วนหนึ่งที่ธรรมชาติสรรค์สร้างของวงจรการทำลายล้างและเกิดใหม่อันไร้จุดจบของโลกก็ตาม ทูตสวรรค์ร่อนลงพื้นในระยะปลอดภัยห่างจากเนินซากคริสตัลแตกหัก อันเป็นที่มาของชื่อทะเลทราย “เดอะ ชิมเมอร์”

    อิดริสออกจากเตนท์ขนแพะเมื่อยามรุ่งสาง พร้อมอาวุธผูกอยู่ด้านหลัง พลางเพ่งสายตาไปยังพระอาทิตย์ที่กำลังขึ้น เขาหยุดพักชั่วครู่เมื่อได้เห็นสีเขียวบนผืนทราย: ใบไม้น้อย ๆ กำลังโผล่พ้นทราย แตกกิ่งก้านและยืดออกในขณะที่เขามอง ก่อนหน้านี้การเจริญเติบโตของพืชที่รวดเร็วขนาดนี้กลางเดอะชิมเมอร์ คงจะทำให้เขาประหลาดใจ แต่ตอนนี้เขาเพียงถอนหายใจอย่างหวาดหวั่นและหันหน้าไปยังเมือง ที่ระยะห่างไปประมาณครึ่งชั่วโมงในการเดินเท้า ควันมหาศาลและเถาวัลย์ที่พันกันยุ่งเหยิงโผล่พ้นประตูเมืองดูเกือบจะเป็นภาพที่งดงาม

    เหนือเนินสูงนอกเมืองนั้น เขาเห็น จิน ตนหนึ่งพร้อมปีกสีฟ้า เขากระพริบตาเพื่อไล่ภาพลวงตา จากนั้นก็เบือนหน้าไปอีกทาง ในเดอะชิมเมอร์ ผู้คนรู้ซึ้งถึงความอันตรายของภาพลวงตาดี เมื่อจิตใจเล่นตลก ความหวังที่จะมีเหตุผลก็หายไป

    ขณะที่เดินผ่านเตนท์และกองไฟยามเช้า เขาสูดกลิ่นขนมปังอบใหม่และชาร้อน ๆ อุ้มลูกแพะที่กระโจนขึ้นไปบนปืนใหญ่ลงมา จากนั้นก็ทักทายเหล่าผู้สูงอายุพร้อมกับถูจมูกและแจ้งข่าวร้าย ทรายที่เพิ่มขึ้นแปลว่าพวกเขามีเวลาเพียงไม่กี่วันที่จะกลับไปยังแนวป้องกัน

    บนผืนแผ่นดินชุ่มเลือดระหว่างแคมป์และเมืองที่ปราศจากผู้ยึดครอง เขาทำงานโดยไล่อสูรของเชิร์นที่เข้ามาใกล้เกินไปในยามวิกาล ในบางครั้งภัยร้ายครั้งใหม่ก็เกิดจากกระดูกทั้งหลายแหล่ เหล่าสัตว์ร้ายมากันทุกคืนเป็นระลอก ถ่มถุยน้ำลาย แยกเขี้ยวขู่ สะบัดอุ้งเล็บหรือหนวด ขู่คำราม และจำนวนก็มากขึ้นทุกที ไม่ได้ว่างเว้นให้นักสู้ได้พักหายใจ มันกลายเป็นชีวิตประจำวันไปแล้ว ทุกสิ่งที่อิดริสได้เรียนในการใช้หอกและกงจักรได้นำมาใช้งานอย่างดีในการนี้

    เขาจ้องมองไปยังเนินทรายอีกครั้ง ชายปีกฟ้ายังคงอยู่ตรงนั้น อิดริสหลับตาลงและนึกภาพเนินทรายที่จินยืนอยู่ไว้ในใจ และเคลื่อนย้ายตัวเองไปยังจุดนั้นในพริบตา

    อดาจิโอจำไม่ได้แล้วว่าเขาประหลาดใจครั้งสุดท้ายเมื่อใด แต่ปีกสีฟ้าของเขากระตุกด้วยความประหลาดใจเมื่อนักรบทะเลทรายปรากฎกายอยู่เบื้องหน้าเขา

    “ยินดีต้อนรับ จิน” อิดริสกล่าวด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล

    “หากท่านมาร่วมรบกับเราในสงคราม ก็ขอเชิญท่านที่กองไฟของข้า

    “น่าประทับใจ” อดาจิโอพูดขึ้นด้วยโทนเสียงเป็นจังหวะประหนึ่งจะหลับไปเสียให้ได้ “ข้าไม่ยักรู้ว่ามีการใช้เวทมนตร์ในเดอะชิมเมอร์”

    “ข้าไม่ได้ใช้เวทมนตร์” อิดริสแย้ง “ทักษะของข้าคือทักษะแห่งธรรมชาติ”

    “หากเป็นอย่างนั้น มนุษย์คงทำได้เช่นเจ้าเหมือนกันหมด” อดาจิโอกล่าว

    “ชายใดปราศจากความกลัวย่อมบรรลุเป้าหมายเมื่อเขาเลือกออกเดินทาง”

    “บางทีมนุษย์ควรจะหวาดกลัวให้มากกว่านี้ มิใช่น้อยลง” อดาจิโอชี้ไปยังเมืองที่ล่มสลายด้วยนิ้วผอมบางของเขา “ผู้คนอยู่ด้วยความหวาดกลัวแล้วในตอนนี้” อิดริสกล่าวด้วยน้ำเสียงทุ่มนุ่ม “หากเรื่องเล่าขานเป็นจริง การอุบัติของภัยร้ายจากเฟเบิลเวลล์ก็นับเป็นความผิดพลาดของบรรพชนของท่าน ที่ทูตสวรรค์เซราฟิมและมังกรโบราณสร้างบ่อน้ำแห่งพลังเพื่อควบคุมพลังทำลายล้างของตัวเอง”

    “ธรรมชาติย่อมมิอาจถูกควมคุมได้ตลอดไป มันจะทำลายและยืนยงกว่าพวกเราทุกคน” อดาจิโอพูด อิดริสพยักหน้า “นักดาราศาสตร์กล่าวอ้างว่าแสงแห่งสวรรค์ได้ส่องลงมาสร้างจุดโคจรที่สามารถสร้างความเสียหายในบ่อน้ำแห่งพลังได้ แต่มันก็เป็นเรื่องนานมาแล้วและไม่มีใครเชื่อพวกเขาเลยสักคน เมื่อปีที่แล้ว เหล่าอสูรร้ายแห่งเชิร์นได้หลุดออกมาจากบ่อน้ำและขับไล่พวกเราออกจากกลาสซิตี้ ทุกวันเราต้องสู้ และทุกวันเราต้องถอยร่นไปไกลกว่าเดิม ผู้อพยพส่วนใหญ่ไม่เคยรีดนมแพะเสียด้วยซ้ำ ไม่ต้องพูดถึงการถือหอก แต่พวกที่ไม่ได้หนี และไม่ตาย ชะตากรรมแย่เสียยิ่งกว่านั้น”

    “ใช่ นั่นคือสิ่งที่น่าหวาดหวั่น” อดาจิโอถอนหายใจ “เชิร์นจักกลืนกินสิ่งที่มันมิได้คร่า”

    “บอกข้าด้วยเถิด ว่าข้าต้องทำอย่างไร” อิดริสเอ่ยถาม

    “ไม่มีอะไรที่เจ้าสามารถทำได้นอกเหนือจากเอาชีวิตให้รอด ในปีต่อไป สิ่งที่เจ้าจะเห็นไปถ้วนทั่วจะเป็นป่าที่น่าพรั่นพรึงและสิ่งมีชีวิตที่น่าหวาดกลัว นี่มิใช่ครั้งแรกที่เชิร์นทำลายอารยธรรมที่ใกล้ถึงความรุ่งโรจน์” อดาจิโอหัวเราะในลำคอ “เจ้าทำให้ข้าหวนนึกถึงพี่น้องคู่หนึ่ง รานา และอายาห์ พวกนางถามข้าเช่นเดียวกับเจ้า ข้ามอบหมายภารกิจให้พวกนางให้ไปเขียนหนังสือในฐานะวิศวกรรุ่นเยาว์ที่ฉลาดเฉลียว สิ่งมีชีวิตในอนาคตบางคนอาจจะพบหนังสือเล่มนั้นในเศษซากเมืองที่ล่มสลาย และได้ลงมือจัดการกับหายนะก่อนที่จะเกิดขึ้นก็เป็นได้”

    “มีหนังสือที่สามารถช่วยพวกเราได้ด้วยรึ”

    “อารยธรรมอื่นได้ต่อสู้กับเชิร์น มีครั้งหนึ่งที่ต่อสู้ด้วยเทคโนโลยี” อดาจิโอจ้องมองไปยังเมืองอีกครั้ง ย่นจมูกด้วยหมอกแห่งเชิร์นที่ล่องลอยมาพร้อมสายลมรับอรุณ “หากแต่รานาและอายาห์ทำพลาด เฉกเช่นทุกคนของเผ่าพันธุ์เจ้า เมื่อพวกเขาละโมบในความรู้ และตอนนี้...” เซราฟิมโบกมือไปยังร่องน้ำแนวป้องกัน “...มันก็ไม่สามารถทำให้เหมือนเดิมได้อีกแล้ว”

    “ข้าจะทำให้มันกลับคืนมาเอง”

    ใบหน้าของอดาจิโอดูอ่อนโยนลงชั่วครู่ “เชิร์นจักกลืนกินสิ่งที่มันมิได้คร่า” เขากล่าวย้ำ

    “ขอบคุณสำหรับคำแนะนำของท่าน จิน” อิดริสหยิบกงจักรมาถือไว้และไม่แม้แต่จะหันหลังกลับ เขาสูดหายใจลึกและปล่อยลมหายใจยาวอย่างแผ่วเบา

    “ข้ามิได้...” แต่ก่อนที่อดาจิโอจะคิดจนจบประโยค พื้นที่อิดริสยืนอยู่ก็แตกออกและทรายฟุ้งกระจายเป็นวงกว้าง จากนั้นชายหนุ่มก็หายไปจากเนิน อดาจิโอมองเห็นเพียงหลังไกล ๆ

    ทูตสวรรค์กอดอกพลางส่ายศีรษะ “ทุกยุคทุกสมัย ย่อมมีสักหนึ่งผู้ต้องวายชนม์ที่น่าจับตา”


    to be continued...

    by guest099
    Last edited: Dec 15, 2016

Share This Page